สารบัญ Show
หากจะกล่าวถึงผู้นำประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่มีความเหลี่ยมจัด อยู่ยงคงกระพัน และไร้เทียมทานที่สุดบนเวทีการเมือง คงไม่มีใครปฏิเสธชื่อของ “สมเด็จ ฮุน เซน” อดีตเด็กวัดตาเดียวจากกัมพูชา ผู้สามารถกุมบังเหียนและครองอำนาจเหนือประเทศยาวนานเกือบ 4 ทศวรรษ (38 ปี) ทว่าเบื้องหลังความแข็งแกร่งนี้ กลับถูกสร้างขึ้นจากมหากาพย์ชีวิตที่เต็มไปด้วยคราบเลือด การหักหลัง และกลยุทธ์ทางการเมืองที่ชวนตั้งคำถาม
จากเด็กวัดสู่สมรภูมิเขมรแดง
ชีวิตของ ฮุน เซน เริ่มต้นท่ามกลางความยากจนข้นแค้นในครอบครัวชาวนา เขาต้องหนีความอดอยากเข้ามาบวชเรียนเป็นเด็กวัดในเมืองหลวง สภาพในเวลานั้นไม่ต่างจากขอทานที่ใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ ขาด ๆ ปะชุนด้วยเศษผ้า ทว่าความไร้เดียงสาของเด็กหนุ่มต้องจบลงอย่างสิ้นเชิงเมื่อเสียงระเบิดของสงครามกลางเมืองปะทุขึ้น ฮุน เซน ตัดสินใจทิ้งผ้าเหลืองหันไปจับปืน เข้าร่วมกับกองทัพทหารราบของกลุ่ม “เขมรแดง” ภายใต้การนำของ พอลพต
ด้วยความเด็ดขาดและไร้ความปรานี ฮุน เซน ไต่เต้าอย่างรวดเร็วจนได้ขึ้นเป็นผู้บังคับกองพัน แต่อำนาจนั้นต้องแลกมาด้วยราคาที่แสนแพง ในสมรภูมิรบปี 1975 ก่อนที่เขมรแดงจะยึดเมืองหลวงได้สำเร็จ สะเก็ดระเบิดปริศนาพุ่งเข้าใส่ใบหน้าของเขาอย่างจัง พรากดวงตาข้างซ้ายไปตลอดกาล ทิ้งไว้เพียงความมืดมิด…และความแค้น
กลยุทธ์หนีตาย และการหักหลังนายเก่า
เมื่อระบอบเขมรแดงเริ่มบ้าคลั่ง พอลพตสั่งล้างบางและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์พวกเดียวกันเองเพื่อเช็กบิลคนทรยศ ฮุน เซน ในสภาพตาเดียวรู้ดีว่าหากเขาอยู่ต่อ หัวคงหลุดจากบ่า ในคืนที่มืดมิดที่สุด เขาตัดสินใจทำเรื่องที่อันตรายที่สุดด้วยการ “หักหลังนายเก่า” พากองกำลังหนีตายฝ่าดงระเบิดข้ามชายแดนไปซบตัก “เวียดนาม” ซึ่งเป็นชาติศัตรูตลอดกาลของกัมพูชา
หลังจากซุ่มฟูมฟักกำลังพล ฮุน เซน นำกองทัพเวียดนามบุกกลับมาถล่มกรุงพนมเปญ ขับไล่พอลพตเข้าป่า และก้าวเข้าสู่สปอตไลท์ทางการเมืองอย่างเต็มตัว ในช่วงเวลาที่กัมพูชากลายเป็นเวทีหักเหลี่ยมโหดของ “เขมร 3 ฝ่าย” ที่แย่งชิงเก้าอี้ผู้นำ ฮุน เซน ในวัยเพียง 32 ปี ได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมชั้นครู เดินเกมการทูตสลับกับการใช้กำลังทหาร บีบให้เจ้าสีหนุยอมจำนน และทยอยล้างบางคู่แข่งทางการเมืองทีละคนจนเกลี้ยง ส่งผลให้เขากลายเป็น นายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในโลก พร้อมสถาปนาระบอบ “ฮุนเซนนิยม” ครอบครองประเทศเบ็ดเสร็จนานเกือบ 40 ปี
“ปุ่มวิเศษด่าไทย” กลไกเบี่ยงเบนความโกรธแค้น
การเป็นเผด็จการที่ครองเมืองนานเกือบ 4 ทศวรรษไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อประเทศตกต่ำ เศรษฐกิจพังพินาศ คอร์รัปชันพุ่งสูง และประชาชนเริ่มหมดความอดกลั้น ฮุน เซน รู้ดีว่าระบอบของเขาอาจล่มสลาย เขาจึงจำเป็นต้องมี “แพะรับบาป” และเป้าหมายที่กดปุ่มทีไรก็ติดเสมอคือ “ประเทศไทย”
ทุกครั้งที่เรตติ้งและความนิยมของรัฐบาลตกต่ำ ฮุน เซน จะสวมบทผู้นำรักชาติ ปลุกปั่นให้คนเขมรโกรธแค้นไทย ผ่านประเด็นดราม่าต่าง ๆ เช่น ดราม่าดาราไทย, ข้อพิพาทปราสาทพระวิหาร หรือสงครามเคลมวัฒนธรรมในโลกออนไลน์ ความโกรธแค้นที่ประชาชนมีต่อตัวรัฐบาลกัมพูชา จึงถูกเปลี่ยนทิศทางให้กลายเป็นความเกลียดชังเพื่อนบ้านแทนอย่างแนบเนียน ซึ่งปุ่มวิเศษนี้เองที่ช่วยคุ้มครองเก้าอี้ของเขา จนสามารถส่งไม้ต่ออำนาจให้ “ฮุน มาเนต” ลูกชายของเขาได้อย่างปลอดภัย
ปี 2025-2026: เมื่อกลยุทธ์เก่าพังพินาศ
ทว่า ในมหากาพย์สงครามชายแดน 2 รอบล่าสุดในช่วงปี 2025 ถึง 2026 กลยุทธ์เดิมของตระกูลฮุนกลับ “พังพินาศ” รัฐบาลกัมพูชาพยายามใช้แผน “เอาโลกล้อมไทย” กระหน่ำปล่อยเฟกนิวส์บิดเบือนข้อเท็จจริง และวิ่งเต้นดึงมหาอำนาจตะวันตกรวมถึงศาลโลกให้เข้ามาแทรกแซง แต่ผลลัพธ์ในสนามรบจริงกัมพูชาพ่ายแพ้ยับเยิน ขณะที่ฝั่งไทยแม้จะนิ่งเฉยในตอนแรก แต่สุดท้ายก็สามารถตลบหลังจนกัมพูชาเพลี่ยงพล้ำทั้งในกระดานรบและกระดานสื่อ
ซ้ำร้าย ภาพลักษณ์ของกัมพูชายังดิ่งลงเหวในสายตาชาวโลก เมื่อทุกคนตระหนักว่าประเทศนี้ได้กลายสภาพเป็น “ศูนย์กลางแก๊งคอลเซนเตอร์และสแกมเมอร์ระดับโลก” ไปเรียบร้อยแล้ว ปุ่มวิเศษด่าไทยจึงไม่ช่วยให้สถานการณ์ของรัฐบาลดูดีขึ้นอีกต่อไป
สงครามรอบใหม่จะมาเมื่อไหร่?
แม้ว่าในท้ายที่สุด ฮุน เซน จะรีบตัดบท ยอมตกลงหย่าศึกเพื่อเซฟตัวเองและส่งลูกชายขึ้นมาบังหน้า แต่นั่นไม่ได้แปลว่ามหากาพย์นี้จบลงอย่างถาวร
คำถามที่น่าคิดคือ “สงครามรอบที่ 3 จะมาอีกเมื่อไหร่?” คำตอบนั้นไม่ยาก ตราบใดที่ตระกูลฮุนยังคงควบคุมอำนาจอยู่เบื้องหลัง และเมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลใหม่ของ ฮุน มาเนต บริหารงานพลาดจนเศรษฐกิจพังพินาศ และโดนประชาชนเขมรรุมสาป… เมื่อนั้นแหละ “ปุ่มวิเศษด่าไทย รอบที่ 3” จะถูกกดขึ้นอีกครั้งอย่างแน่นอน





