สารบัญ Show
ยอดเขาเอเวอเรสต์ (Mount Everest) คือจุดที่สูงที่สุดบนพื้นโลก เป็นสถานที่ที่นักปีนเขาหลายหมื่นคนใฝ่ฝันอยากจะไปพิชิตให้ได้สักครั้งในชีวิต แต่เบื้องหลังความยิ่งใหญ่และทิวทัศน์ที่สวยงามตระการตานั้น เอเวอเรสต์ได้ซ่อนความจริงที่หนาวเหน็บและโหดร้ายเอาไว้ นั่นคือการเป็นหนึ่งในสถานที่ที่อันตรายและปลิดชีพมนุษย์ไปมากที่สุด
รู้หรือไม่ว่า… ตลอดเส้นทางสู่ยอดเขา มีศพของนักปีนเขาจำนวนมากที่ถูกใช้เป็นเหมือน “ป้ายบอกทาง” สำหรับคนที่ยังมีชีวิตอยู่
“โซนแห่งความตาย” (The Death Zone)
เมื่อนักปีนเขาก้าวขึ้นไปเหนือระดับความสูง 8,000 เมตร พวกเขาจะเข้าสู่อาณาเขตที่เรียกกันว่า “โซนแห่งความตาย” ในจุดนี้ ปริมาณออกซิเจนเบาบางมากจนร่างกายของมนุษย์จะเริ่มหยุดทำงาน การคิดวิเคราะห์ต่างๆ จะเริ่มพร่ามัว และทุกๆ ก้าวเดินคือการทรมานแสนสาหัส
จนถึงปัจจุบัน มีนักปีนเขามากกว่า 300 คนที่ต้องจบชีวิตลงบนเอเวอเรสต์ และสิ่งที่น่าสลดใจที่สุดคือ ร่างของพวกเขาส่วนใหญ่… ยังคงถูกทิ้งไว้บนนั้น สภาพอากาศที่หนาวจัดได้แช่แข็งร่างเหล่านั้นจนแข็งทื่อเป็นหิน การกู้ภัยแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเฮลิคอปเตอร์ไม่สามารถบินในระดับความสูงขนาดนั้นได้ และมันก็อันตรายเกินกว่าที่นักปีนเขาคนอื่นจะยอมเสี่ยงชีวิตแบกน้ำหนักของร่างคนตายลงมา
ร่างที่สวมใส่แจ็คเก็ตกันหนาวสีสันสดใสเหล่านี้ จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของภูเขา จนเกิดเป็นพื้นที่ที่ถูกเรียกขานด้วยชื่อที่ย้อนแย้งอย่างน่าขนลุกว่า “หุบเขาสีรุ้ง” (Rainbow Valley)
ตำนานหลอน “Green Boots”
หนึ่งในร่างที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักมากที่สุดบนเอเวอเรสต์ คือชายที่ถูกเรียกขานว่า “Green Boots” (รองเท้าบูทสีเขียว) เชื่อกันว่าเขาคือ เซวัง ปัลจอร์ (Tsewang Paljor) นักปีนเขาชาวอินเดียที่เสียชีวิตระหว่างเกิดพายุหิมะครั้งรุนแรงในปี 1996
ร่างของเขานอนขดตัวตะแคงข้างอยู่ภายในถ้ำหินเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับเส้นทางหลักที่นักปีนเขาทุกคนต้องเดินผ่าน จุดเด่นที่ทำให้ทุกคนจำเขาได้คือ รองเท้าปีนเขาสีเขียวนีออนสะท้อนแสงที่โผล่พ้นกองหิมะออกมา หลายปีที่ผ่านมา Green Boots ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่นักปีนเขามักจะบอกต่อๆ กันว่า “ถ้าคุณเดินผ่าน Green Boots ไปได้… แปลว่าคุณใกล้จะถึงยอดเขาแล้ว”
“Sleeping Beauty” เจ้าหญิงนิทราแห่งยอดเขา
นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งร่างที่สะเทือนใจผู้พบเห็น คือร่างที่ถูกเรียกว่า “Sleeping Beauty” เธอคือนักปีนเขาชาวอเมริกันที่สิ้นใจก่อนจะไปถึงยอดเขาเพียงไม่กี่อึดใจ ร่างของเธอนั่งตัวตรง ถูกเชือกมัดติดไว้กับอุปกรณ์ปีนเขาของเธอเอง เส้นผมยาวของเธอแข็งค้างอยู่ในสายลม ใบหน้าซีดเผือดแหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า และหลับตาพริ้มอย่างสงบ ท่ามกลางพายุหิมะที่พัดกระหน่ำ
ทางแยกของการเอาชีวิตรอด
การเดินผ่านศพเหล่านี้ ถือเป็นบททดสอบทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างหนักหน่วง เมื่อเดินผ่านร่างที่ไร้วิญญาณ นักปีนเขาบางคนเลือกที่จะหยุดยืนสงบนิ่งเพื่อไว้อาลัยในความเงียบ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีนักปีนเขาอีกหลายคนที่จำเป็นต้องก้าวเท้าข้ามร่างเหล่านั้นไปโดยแทบจะไม่ปรายตามอง
ไม่ใช่เพราะพวกเขาไร้หัวใจ แต่ในระดับความสูงที่เส้นแบ่งระหว่างความเป็นและความตายบางเฉียบขนาดนั้น การเสียเวลาแม้เพียงนาทีเดียวเพื่อช่วยเหลือคนอื่น หรือการหยุดชะงักนานเกินไป อาจหมายถึงการต้องแลกด้วยชีวิตของตนเอง
เอเวอเรสต์ จึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ที่ใช้พิสูจน์ความแข็งแกร่ง หรือเป็นที่เก็บซ่อนความฝันของคนเป็นเท่านั้น แต่มันยังทำหน้าที่เป็นสุสานน้ำแข็งที่เก็บรักษาร่างของคนตายเอาไว้ เพื่อเป็น “คำเตือน” ที่ทรงพลังที่สุด ให้มนุษย์ได้ตระหนักถึงความยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามของธรรมชาติเหนือขีดจำกัดของมนุษย์




